16 เมษายน 2558

พริกขี้หนูสด


พริกขี้หนู กับปัจจัยเสี่ยง ของโรคหัวใจและหลอดเลือด
พริก มีการบันทึกว่าพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 7,000 ปี ก่อนคริสตกาลที่ประเทศเม็กซิโก ผู้ค้นพบคือ คริส
โตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา พริก เป็นเครื่องปรุงรสที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทยคนไทยบริโภคพริกเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว จึงพบว่าพริกเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารไทย
พริกขี้หนู ซึ่งภาษาอังกฤษอาจใช้คำว่า chili, chili pepper,red pepper, cayene pepper 
หรือcapsicum ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า "capso" ซึ่งแปลว่าเผ็ดร้อนส่วนสารที่ให้ความเผ็ดร้อน เรียกว่า "แคปไซซิน" (capsicin) 

เป็นสารจำพวกไฮโดรคาร์บอน ซึ่งในพริกขี้หนูไทยมีปริมาณแคปไซซินอยู่ในช่วงร้อยละ 0.34-0.38 (ต่อน้ำหนักแห้ง) โดยแคปไซซินจะกระจายอยู่ทุกส่วนของผลพริก แต่ส่วนที่พบมากที่สุด นั่นหมายถึงส่วนที่เผ็ดที่สุดคือส่วนของรก หรือส่วนที่เป็นไส้ของพริกซึ่งเป็นที่เกาะของเม็ดนั่นเอง ส่วนเม็ดและเปลือกของพริก มีปริมาณแคปไซซินน้อยกว่า 

สารแคปไซซินสามารถละลายได้ในสาร ละลายพวกแอลกอฮอล์ อีเทอร์ และไขมัน แต่ไม่ละลายในน้ำ 
ซึ่งแสดงให้เห็นได้เมื่อเรากินพริกแล้วรู้สึกเผ็ดร้อน ถ้าดื่มน้ำก็จะไม่หายเผ็ด แต่ถ้าดื่มนม หรือดื่มเบียร์ 
จะทำให้หายเผ็ดได้ดีกว่าผลของพริกและแคปไซซินนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบของ กล้ามเนื้อและข้อ ซึ่งปัจจุบันมีผู้นำ มาทำเป็นเจลทาแก้ปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นแคปไซซิน ยังมีส่วนเพิ่มการเคลื่อนไหว ของระบบทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดและปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย


ผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด
แคปไซซินสามารถยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ส่งผลให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดทำให้มีเลือดไปเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นได้มากขึ้น 

ผลต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) 
ถ้าเกล็ดเลือดมีการจับกลุ่มกันง่าย หรือมากกว่าปกติจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้มากขึ้น เพราะเลือดสามารถจับตัวกันเป็นก้อนแล้วอาจไปอุดกั้นหลอดเลือดโดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ ก็จะทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด มีการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าแคปไซซินสามารถลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ และจากการศึกษาในคนพบว่าเมื่อให้กินพริกขี้หนูสด 5 กรัมสับละเอียดพร้อมน้ำ 1 แก้วแล้ววัดค่าการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดหลังจากกินทันที จนถึง 1 ชั่วโมงหลังกินพบว่ามีการยืดระยะเวลาของการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดออกไป ซึ่งผลนี้ส่งผลภายใน 30 นาทีหลังจากการกินพริกเข้าไป ยิ่งไปกว่านั้นในการศึกษาในระยะยาวคือ 4 สัปดาห์ ให้คนกินพริกขี้หนูวันละ 5 กรัม พร้อมอาหารปกติ พบว่าหลังกินแล้ว 4 สัปดาห์ การจับกลุ่มของเกล็ดเลือดก็มีการยืดระยะเวลาออกไปเช่นกัน

ผลต่อการละลายลิ่มเลือด (fibrinolysis)
หากมีความผิดปกติของการละลายลิ่มเลือด โดยที่มีการละลายลิ่มเลือดได้น้อยหรือเลือดแข็งตัวมากกว่าปกติทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้มากขึ้น เพราะมีลิ่มเลือดไปอุดกั้นในหลอดเลือดหัวใจได้หรือถ้าไปอุดกั้นหลอดเลือดที่สมอง ก็อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
แคปไซซินมีผลต่อการละลายลิ่มเลือดจากการศึกษาที่ผ่านมามีการทดลองให้นักศึกษาแพทย์ของไทยกินพริกขี้หนู 2 ช้อนโต๊ะพร้อมกับก๋วยเตี๋ยวทำให้มีการละลายลิ่มเลือดเพิ่มขึ้น(โดยการวัดค่าEuglobulin Lysis Time) ซึ่งส่งผลทันทีทันใดหลังกิน และนอกจากนั้นยังพบว่าไฟบริโนเจน (ซึ่งเป็นตัวสำคัญในกระบวนการหยุดเลือด) ถ้าหากมีปริมาณมากไป ก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่เป็นโรคหัวใจ 


จากการศึกษาดังกล่าวพบว่าคนไทยมีปริมาณไฟบริโนเจนในเลือดต่ำกว่าของชาวอเมริกันที่อาศัยในประเทศไทยสำหรับการศึกษาของผู้เขียนได้ศึกษาการละลายลิ่มเลือดโดยวัดเอนไซม์ตัวหนึ่งในกระบวนการละลายลิ่มเลือดที่ชื่อว่าทิชชูพลาสมิโนเจน เอ็กทิเวเตอร์ (tissue plasminogen activator ; TPA) จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด จะมีจำนวน TPA มากกว่าคนปกติ เมื่อทำการศึกษาโดยให้กลุ่มตัวอย่าง 12 คน กินพริกขี้หนูสดจำนวน 5 กรัม แล้วเจาะเลือดดูเอนไซม์ TPA พบว่าปริมาณ TPA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายในเวลา 30 นาทีหลังกินซึ่งนั่นก็หมายถึงพริกขี้หนูน่าจะมีผลต่อการละลายลิ่มเลือด

ผลต่อระดับไขมันในเลือด
มีการศึกษาพบว่าพริกและแคปไซซินสามารถยับยั้งการดูดซึมไขมันและลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรในหนูได้ และจากการศึกษาโดยการให้หนูกินอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น 
(ได้แก่ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ วีแอลดีแอล และแอลดีแอล) และเมื่อให้หนูกินพริก และแคปไซซิน เข้าไป ทำให้ระดับไขมันในเลือดดังกล่าวลดลง นอก จากนั้นยังมีการศึกษาที่พบว่าแคปไซซิน 
และพริกลดการสร้างไขมันในร่างกายได้อีกด้วย
สำหรับการศึกษาของผู้เขียน เป็นการศึกษาในคนไข้ที่มีไขมันในเลือดสูงแล้วแบ่งกลุ่มให้กินพริกขี้หนู 5 กรัมร่วมกับอาหารปกติ เป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมคือไม่กินพริก พบว่าภายหลัง 4 สัปดาห์ ไขมันโคเลสเตอรอลทั้งหมด (total cholesterol) แอลดีแอล (LDL) และและเอชดีแอล (HDL) ในกลุ่มที่ไม่กินพริกสูงขึ้น แต่ในกลุ่มที่กินพริกระดับไขมันโคเลสเตอรอลทั้งหมด (total cholesterol) แอลดีแอล (LDL) ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เอชดีแอล (HDL) สูงขึ้น


ผลต่อการเผาผลาญพลังงาน (energy expenditure)
การศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า การกินพริก 10 กรัม ทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกาย โดยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 30 นาที ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาของผู้เขียนซึ่งพบว่าหลังจากกินพริกขี้หนู 5 กรัม อัตราการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้นทันทีทันใดและสูงอยู่นานถึง 30 นาทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่อธิบายว่าเหตุใดเราจึงรู้สึกเผ็ดร้อนหลังจากที่กินพริกเข้าไป

ผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลในเลือด
ก่อนหน้านี้มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า แคปไซซินยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสและในการศึกษาของผู้เขียนเป็น การศึกษาในมนุษย์ ก็ยืนยันเช่นเดียวกัน 
การศึกษานี้ กลุ่มที่ใช้ศึกษาเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 10 คน ทำการเปรียบเทียบน้ำตาลในเลือด โดยการดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม ครั้งแรกดื่มน้ำตาลอย่างเดียว แล้วเจาะเลือดณ เวลาก่อนกิน และหลังกินที่เวลา 15, 30 และ 60 นาที เก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นฐาน
หลังจากนั้นอีกวันหนึ่งให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสเช่นเดียวกับวันแรก แต่กินร่วมกับพริกและเจาะเลือด ณ เวลาเช่นเดิม แล้วนำมาเปรียบเทียบกันพบว่า น้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลพร้อมพริก 30 นาที จะต่ำกว่าน้ำตาลในเลือดที่ไม่ได้กินพริกประมาณร้อยละ 20 (ดูภาพที่ 1) ซึ่งน่าจะสรุปได้ว่าพริกอาจมีผลต่อการลดน้ำตาลในเลือดได้ภายใน 30 นาทีหลังกินพริก

พริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ แต่มีคุณค่าทางการแพทย์มากกว่ารูปร่างที่คนเรามองเห็น เข้าทำนอง "เล็กพริกขี้หนู" 

พริก : อาหารเสริมสุขภาพสมุนไพรจากครัวไทย

คนไทยคุ้นเคยกับรสเผ็ดของพริกมานานแล้ว และไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ชอบรสเผ็ด ชาวต่างชาติก็ชอบรสเผ็ดของพริกจำนวนมาก
โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยกินพริกประมาณ 8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
พริกที่ผลิตได้ในประเทศไทย ร้อยละ 80 นำไปแปรรูปในภาคอุตสาหกรรม เช่น ซอส น้ำจิ้ม พริกป่น เป็นต้น อีกร้อยละ 20 นำมาใช้บริโภคกันในครัวเรือนพริก 
นอกจากจะทำให้รสชาติของอาหารอร่อยเพิ่มขึ้นแล้ว ในทางการแพทย์พริกถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่สำคัญชนิดหนึ่งดังนั้นจึงมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพริกจำนวนมาก เป็นต้นว่าผลิตภัณฑ์เจลพริกตำรับของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) และขององค์การเภสัชกรรม รวมถึงยาหม่องพริกสินค้า OTOP ของแต่ละท้องถิ่นด้วย

รู้จักสายพันธุ์พริก
ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของพริกอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีประวัติการใช้พริกมายาวนานหลายพันปีก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะสำรวจพบทวีปอเมริกาเสียอีก และด้วยรสชาติที่น่าพิศวงนี่เอง เขาจึงได้นำพืชชนิดนี้เข้าไปเผยแพร่ในยุโรป และเรียกชื่อใหม่ว่า พริกแดง (red pepper) ตามลักษณะสีของผล เพื่อปลูกเปรียบเทียบกับพริกไทยดำ (black pepper, Piper nigrum L.) ที่นิยมปลูกกันแล้ว ต่อจากนั้นแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย
พริก (แดง) กับพริกไทย (ดำ) แม้จะมีชื่อเรียกว่าพริกเหมือนกัน แต่สายพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
พริก เป็นพืชที่อยู่ใน "วงศ์" โซลานาซิอี (So-lanaceae) เช่นเดียวกับมะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ และพิทูเนีย

พริกจัดอยู่ใน "สกุล" แคปซิคัม (Capsicum) มีมากกว่า 25 สายพันธุ์ แต่ที่นิยมปลูกกันทั่วไปมีเพียง 5 สายพันธุ์เท่านั้น คือ

1.C. annuum L.
คำว่า annuum หมายถึง annual แปลว่ารายปี หรือประจำปี นิยมปลูกกันทั่วโลก และผสมข้ามพันธุ์ได้ง่าย คนไทยรู้จักกันดีคือ พริกชี้ฟ้า
-------------------------------------------------------------------------
2.C. baccatum L.
คำว่า baccatum หมายถึง berrylike พริกชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดในเปรูและโบลิเวีย ปัจจุบันแพร่กระจายไปทั่วทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ พริกอาจิ (aji)
-------------------------------------------------------------------------
3.C. chinensis Jacq. 
คำว่า chinensis หมายถึง from China ซึ่งเป็นการตั้งชื่อที่อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นพริกที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ทว่าที่จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดแถบลุ่มน้ำอะเมซอน จากนั้นแพร่กระจายไปแถบแคริบเบียน ไปอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ได้แก่พริก ฮาบาเนโร ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเผ็ดที่สุด 
-------------------------------------------------------------------------
4.C. frutescens L.
คำว่า frutescens หมายถึง shrubby of bushy ซึ่งหมายถึงไม้พุ่มขนาดเล็ก พริกที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ พริกทาบาสโก รวมทั้งพริกขี้หนูของไทยด้วยที่มีความเผ็ดไม่เป็นรองใคร 
-------------------------------------------------------------------------
5.C. pubescens R. & P.
คำว่า pubescens หมายถึง hairy มีถิ่นกำเนิดในโบลิเวียแต่ปัจจุบันมีปลูกทั่วทวีปอเมริกา ได้แก่ พริกโรโคโทสำหรับเมืองไทยเรานิยมพริกหลายชนิด มีทั้งเผ็ดมากและเผ็ดน้อย หรือบางชนิดเกือบไม่เผ็ด เลย เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหวาน พริกหยวก เป็นต้น
 -------------------------------------------------------------------------

ขนาดและสีสันของพริก
ส่วนของพริกที่นำมากินได้แก่ ผล มักเรียกกันว่าเม็ด
ผลของพริกมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันออกไป มีทั้งยาว รี กลม หรือบุบบู้บี้ มีขนาดเล็กกว่าหนึ่งเซนติเมตร ไปจนถึงหลายนิ้ว บางชนิดเล็กกว่าหัวแม่มือไปจนถึงใหญ่เท่ากำปั้น
สีสันของพริกมีหลากหลาย เช่น สีเขียว แดง ม่วง เหลือง ส้ม ขาว ขึ้นกับสายพันธุ์
ขนาดของผลพริกไม่สัมพันธ์กับความเผ็ด เช่น พริกขี้หนูมีขนาดเล็กแต่เผ็ดร้อนแรงจนนำมาเปรียบเทียบว่า "เล็กพริกขี้หนู"
ตรงกันข้ามกับพริกหยวกที่มีขนาดใหญ่กว่าพริกขี้หนู แต่เผ็ดน้อยกว่า

ในพริกมีอะไร
พริกมีรสเผ็ดเพราะว่ามีสารชนิดหนึ่ง คือ แคปไซซิน (capsaicin)
แคปไซซิน เป็นสารธรรมชาติจำพวกอัลคาลอยด์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ทนทานต่อความร้อนและความเย็น 
ดังนั้นการต้มให้สุกหรือแช่แข็งก็ไม่มีผลทำให้ความเผ็ดสูญเสียไป

แหล่งที่อยู่ของแคปไซซินในพริกก็คือ ภายในผล หรือภายในเม็ดพริก ส่วนใหญ่จะอยู่ในเยื่อแกนกลาง สีขาว หรือเรียกกันว่า รก (placenta) เปลือกและเมล็ดของพริกจะมีสารแคปไซซินน้อยมาก ซึ่งคนทั่วไปมักคิดว่าเมล็ดของพริกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด ปริมาณของแคปไซซินที่มีอยู่ในพริก เรียกตามลำดับคือ พริกขี้หนู พริกเหลือง พริกชี้ฟ้า พริกหยวก และพริกหวาน คุณสมบัติที่ดีของแคปไซซินคือสามารถละลายได้ดีในไขมัน น้ำมัน และแอลกอฮอล์คนไทยเราคุ้นเคยกับการดื่มน้ำหลังกินอาหารเผ็ดๆ แต่น้ำเพียงช่วยลดอาการแสบร้อนเท่านั้น ไม่ได้ช่วยลดความเผ็ดลงคุณค่าของพริกไม่ได้อยู่ที่ความเผ็ดอย่างเดียว สีของพริก ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีส้ม และสีแดงของผล คือสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา
ในพริกมีวิตามินซีปริมาณสูงมากกว่าปริมาณวิตามินซีในผลส้มแต่วิตามินซีสลายตัวเมื่อถูกความร้อน ดังนั้นถ้าต้องการวิตามินซีจากพริก จะต้องกินพริกสด
ความเผ็ดของพริก
ความเผ็ดของพริกมีแตกต่างกันตั้งแต่ เผ็ดน้อย ปานกลาง มาก และมากที่สุดมี
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้คิดค้นวิธีการวัดความเผ็ดของพริก สามารถแยกกลุ่มเรียงตามความ เผ็ดได้ดังนี้
1.ฮาบาเนโรแดงซาวีนา (Red Savina Habanero) มีความเผ็ด 580,000 หน่วย ติดอันดับเผ็ดที่สุดในโลก
2.ฮาบาเนโร (Habanero) เผ็ดระดับ 200,000-500,000 หน่วย
3.พริกขี้หนู (Thai Bired Pepper) เผ็ดระดับ 100,000-350,000 หน่วย 
4.พริกชี้ฟ้า (Cayenne) เผ็ดปานกลาง ระดับ 30,000-50,000 หน่วย
5.พริกหยวก หรือ พริกหวาน (Bell Pepper หรือ Italian Sweet) ไม่เผ็ดเลย จึงมีความเผ็ดเป็น 0 หน่วย


ประโยชน์ของพริก
พริกได้รับการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เป็นเวลายาวนานหลายพันปีแล้วมีข้อโต้แย้งกันมากเกี่ยวกับปริมาณการกินพริกมากๆ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคกระเพาะหรือโรคระบบทางเดินอาหาร คำตอบที่ได้ก็คือ 

การกินพริกไม่ก่อให้เกิดผลเสียใดๆ ต่อสุขภาพจากการศึกษาเรื่องพริกทั้งอดีตและปัจจุบันพบว่า พริกมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้
1.บรรเทาอาการไข้หวัดและการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น 
สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกช่วยลดน้ำมูก หรือสิ่งกีดขวางระบบการหายใจอันเนื่องจากเป็นไข้หวัด ไซนัสหรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาหารไอ

2.ลดการอุดตันของหลอดเลือด 
การอุดตันของหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจล้มเหลว หรือการเสียชีวิตจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การกินพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราเสี่ยงจากโรคทั้ง 2 ชนิด ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดี ลดความดัน ทั้งนี้เพราะสารจำพวกบีต้าแคโรทีนและวิตามินซีช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง เพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

3.ลดปริมาณสารโคเลสเตอรอล
แคปไซซินช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein)ขึ้นทำให้ปริมาณ ของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ

4.ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง 
พริกเป็นพืชที่มีวิตามินซีสูง การกินอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
วิตามินซียับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารวิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์ร้ายได้
นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ทำการหยุดยั้งบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์
สารบีต้าแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอดและในช่องปาก เพราะคนที่กินผักที่มีสารบีต้าแคโรทีนน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่กินผักที่มีบีต้าแคโรทีนสูงถึง 7 เท่าสารบีต้าแคโรทีนมีคุณสมบัติช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง

5.บรรเทาอาการเจ็บปวด 
มนุษย์ใช้พริกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดมานานแล้ว เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง
ปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้งใช้ทาบรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคัน และอาการผื่นแดงที่เกิดบนผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด โรคเกาต์หรือโรคข้อต่ออักเสบ

6.อารมณ์แจ่มใส
สารแคปไซซินช่วยเสริมสร้างอารมณ์สดชื่น เนื่องจากสารนี้มีการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน คือบรรเทาอาการเจ็บปวด ทำให้อารมณ์แจ่มใส

7.ป้องกันตัวประมาณ 
20 ปีที่แล้ว มีสเปรย์ป้องกันตัวยี่ห้อหนึ่ง มีพริกเป็นส่วนประกอบสำคัญสเปรย์ที่กล่าวถึงนี้ไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าฉีดเข้าตาโดยตรงอาจจะทำให้มองไม่เห็นประมาณ 2-3นาทีระยะเวลาที่ยาวนาน ไม่ได้ทำให้ความเผ็ดของพริกจางหายไป
ในขณะเดียวกันมีการค้นพบสรรพคุณทางการแพทย์ของพริกที่สามารถนำมาปรุงเป็นตำรับยารักษาอาการต่างๆ ที่เกิดกับร่างกายของคนเรา
อย่ามองข้ามความ "เผ็ด" และขนาด "เล็ก" พริกขี้หนู
-------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณข้อมูลและเอกสารอ้างอิง
1.คุณพรสวรรค์ ดิษยบุตร 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
2.รศ.ภญ.พร้อมจิต ศรลัมพ์ 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
3.UPDATE สิงหาคม 2546
4. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
5.หนังสือ สมุนไพร...ไม้พื้นบ้าน เล่ม 3
-------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล หมอชาวบ้าน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น