15 กันยายน 2557

ISO 50001 อีกก้าวหนึ่งของการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ

ISO 50001
ISO 50001 อีกก้าวหนึ่งของการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ

     วิกฤติพลังงานเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเนื่องจากต้นทุนพลังงานปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มที่พลังงานจะหมดลง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ควบคุมการใช้พลังงานในองค์กรเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรจะให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนด้านอื่นมากกว่า เช่น วัตถุดิบ ยอดขาย แต่เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นทำให้องค์กรต่างๆ หันมาพัฒนาควบคุมการใช้พลังงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    จากปัจจัยดังกล่าวทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายๆ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานต่างหามาตรการแล้วกำหนดขึ้นมารองรับกับภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น องค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ได้มองถึงปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นจึงจัดทำมาตรฐาน ISO 50001 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานให้องค์กรต่างๆ ได้นำไปใช้ เพื่อช่วยควบคุมและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รองรับกับวิกฤติด้านพลังงานและลดการส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    โดย ISO 50001 นั้นได้เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2554 และในปี 2555 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศใช้ มอก.50001-2555 ระบบการจัดการพลังงาน รวมถึงออกข้อกำหนดและข้อแนะนำในการใช้สมทบเสริมออกมาให้องค์กร เพื่อให้องค์กรต่างๆมีแนวทางพัฒนาระบบการจัดการพลังงานได้สะดวกขึ้น แต่ในปัจจุบันการได้รับรองมาตรฐาน ISO 50001 นั้นยังมีไม่มากเนื่องจากยังเป็นมาตรฐานใหม่ที่องค์ และผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพิ่มเริ่มศึกษาถึงเรื่องนี้ ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเริ่มเห็นองค์กรต่างๆ ทั้งกลุ่มธุรกิจและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ และได้รับรองมาตรฐาน ISO 50001 กันมากขึ้น

    สำหรับประโยชน์และหลักการของ ISO 50001 อาจารย์วัลลภ เรืองด้วยธรรม ผู้เชี่ยวชาญ และ ที่ปรึกษา ระบบการจัดการพลังงานตามกฎกระทรวงฯ / ISO 50001 และ ผู้จัดการฝ่ายพลังงาน บริษัท มิตรเทคนิคัลคอนซัลแท้นท์ จำกัด ที่มีประสบการณ์มากว่า 4 ปีในการช่วยองค์กรต่างๆ ดำเนินการพัฒนาระบบฯดังกล่าว ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ว่า ประโยชน์ของการพัฒนาระบบ ISO 50001 สามารถมองได้ทั้งประโยชน์ต่อองค์กร ต่อพนักงาน ต่อโลก ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นๆได้ดังนี้
           
                        

ประโยชน์ต่อองค์กร

• เกิดการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งหมายถึงทราบสภาพการใช้พลังงานของตนเอง รู้ว่าจะจัดการหรือควบคุมพื้นที่ใดที่ใช้พลังงานสูงหรือเกินค่าที่กำหนด จนเป็นผลให้เกิดการวางแผนในการปรับปรุงโดยการสร้างมาตรการต่างๆ ต่อไป
• เกิดดัชนีชี้วัดสมรรถนะขององค์กร (Company Performance Indicator) ในด้านพลังงาน เพิ่มขึ้นให้กับองค์กร นอกเหนือจากดัชนีชี้วัดอื่นๆ ที่ผู้บริหารมีอยู่แล้ว เช่น ด้านการเงิน ด้านยอดขาย ด้านบุคลากร เป็นต้น ซึ่งดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน (Energy Performance Indicator ; EnPI) นี้ จะเข้ามามีบทบาทในการที่ผู้บริหารสามารถใช้ติดตามการปฏิบัติต่างๆ ของทั่วพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานในการควบคุมและจัดการการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี
• เกิดการควบคุมการปฏิบัติงาน (Standard Operation Control ; SOP) ในเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ใช้พลังงาน ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานทราบการควบคุมให้เครื่องจักร/อุปกรณ์ทำงานในสภาวะที่เหมาะสม และ สามารถเฝ้าติดตาม รวมถึงปรับปรุงได้ในทันที
• เกิดการตรวจวัดการใช้พลังงาน หรือ ประสิทธิภาพ ของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าติดตาม หรือ ควบคุมให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม
• เกิดการยอมรับในระดับสากลเป็นการเสริมภาพลักษณ์ให้กับองค์กรในด้าน CSR อีกทางหนึ่ง
• เกิดการลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ทำให้องค์กรสามารถเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด และ เป็นการเพิ่มความสามารถในการผลิตและบริการ
• เกิดการติดตามกฏหมายที่องค์กรต้องปฏิบัติตามในด้านพลังงานต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึงการควบคุมการปฏิบัติให้สอดคล้องและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
• เกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการควบคุมและอนุรักษ์พลังงานในพนักงานทุกระดับ อันเป็นผลมาจากการมีกำหนดดัชนีชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน เป้าหมายและแผนงานต่างๆ ในแต่พื้นที่ที่มีการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ

                   

ประโยชน์ต่อพนักงาน

• เกิดการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบทั้งด้านข้อกำหนด ด้านเทคนิค และ ด้านจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงานเป็นเพิ่มความรู้ความสามารถให้กับพนักงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องปฏิบัติตามระบบจัดการพลังงานที่กำหนดเอาไว้




ประโยชน์ต่อประเทศไทยและประโยชน์ต่อโลก
• เกิดการควบคุม การลดใช้พลังงาน และ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานรูปแบบอื่นๆ อย่างเป็นระบบและยั่งยืนขององค์กรต่างๆ ทำให้ประเทศสามารถลดการนำเข้าพลังงาน และเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย
• เกิดกลไกในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมจากกลไกอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว
       
ความเข้าใจมาตรฐานและข้อกำหนด
นอกจากนี้ อาจารย์วัลลภ ยังได้กล่าวย้ำเตือนสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาระบบฯ ในส่วนของความเข้าใจดังนี้ สำหรับองค์กรที่จะนำ ISO 50001 มาใช้ในการจัดการพลังงานนั้นจะต้องการความร่วมมือ ความมีส่วนร่วมและการดำเนินการตามข้อกำหนดจากส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ และพร้อมที่จะสนับสนุนทีมงานในด้านต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านต่างๆ ทีมงานด้านเทคนิคต้องมีความเข้าใจสภาพการใช้และรู้จักการควบคุมพลังงาน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานต่างๆ และ ผู้ใช้พลังงานในองค์กร (People) ต้องมีพฤติกรรมและจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน
           
พร้อมกันนี้ องค์กรที่จะนำระบบมาตรฐาน ISO 50001 มาใช้ต้องมีการนำการดำเนินการตาม PDCA Model มาเชื่อมโยงเป็นระบบ (System Approach) เพื่อให้ทีมงานขององค์กรทราบและสามารถปฏิบัติเป็นลำดับให้เป็นระบบได้ และระบบนี้สามารถแบ่งส่วนการจัดการได้เป็นสองส่วนคือ ด้านการจัดการ (Management) และด้านเทคนิค (Technical) โดยแต่ละด้านยังคงมีความเป็น PDCA Model อยู่ ดังภาพ รวมถึงสามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบอื่นได้ เนื่องจากมีหลักการของข้อกำหนดเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเน้นการจัดการแตกต่างด้านกันก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ISO 9001 เน้นด้านคุณภาพ ISO 14001 เน้นด้านสิ่งแวดล้อม ISO 50001 เน้นด้านพลังงาน เป็นต้น โดยข้อกำหนดด้านการจัดการ (Management) จะเป็นส่วนที่สามารถพัฒนาเชื่อมระหว่างระบบกันได้
           
นอกจากนี้มาตรฐาน ISO 50001 ยังได้พัฒนาขึ้นมาจาก PDCA Model (Plan-Do-Check-Act) เพื่อต้องการให้เกิด Continual improvement ดังภาพ ซึ่งเหมือนกับมาตรฐานสากลอื่นๆ ดังนั้นกิจกรรมในการจัดการพลังงานขององค์กร จึงถูกกำหนดไว้เพื่อให้เป็นไปตาม Model ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน PLAN องค์กรต้องมีการดำเนินการทบทวนการใช้พลังงานและจัดทำดัชนีชี้วัดสมรรถนะขององค์กร (Company Performance Indicator) ในด้านพลังงาน รวมถึงกำหนดแผนปฏิบัติการต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ได้ผลที่จะปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงานให้เป็นไปตามนโยบายพลังงานขององค์กรการปฏิบัติ DO องค์กรต้องนำแผนปฏิบัติการต่างๆ ไปปฏิบัติ รวมถึงการควบคุมการปฏิบัติงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบ CHECK องค์กรต้องเฝ้าติดตามและตรวจสอบการดำเนินการรวมถึงแผนปฏิบัติการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจประเมินภายในองค์กร การแก้ไขและปรับปรุง ACT องค์กรต้องดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องที่พบ เพื่อปรับปรุงสมรรถนะขององค์กรด้านพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระบบมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
           
    โดยสรุปองค์กรที่ต้องการนำมาตรฐาน ISO 50001 มาใช้ในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานนั้น องค์กรจะต้องมุ่งมั่นพัฒนาระบบฯ ตามมาตรฐานในเวลาที่วางแผนไว้และทีมงานต้องมีความมุ่งมั่น มีความเข้าใจ ความรู้ที่เพียงพอถึงจะสามารถประสบความสำเร็จจนกระทั่งผ่านการรับรองได้ แต่สำหรับองค์กรที่ต้องการหรือจำเป็นต้องพัฒนาระบบฯ แต่คิดว่ายังขาดความรู้ความเข้าใจ รวมถึงจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาระบบฯให้ได้ตามเวลาที่มี “อาจารย์วัลลภ” พร้อมเข้าไปช่วยเติมเต็มในความต้องการดังกล่าว ทั้งในรูปแบบฝึกอบรม หรือที่ปรึกษาในการพัฒนาระบบที่องค์กรได้ และในฉบับต่อไปท่านผู้อ่านสามารถติดตามเรื่อง ISO 50001 ได้ในคอลัมน์ “Energy Management” ของอาจารย์วัลลภได้ครับ
--------------------------------------
ขอบคุณที่มาข้อมูล http://www.energysavingmedia.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น