04 สิงหาคม 2557

การพัฒนาการคิดเชิงบูรณาการ

บทความ จากศูนย์สารสนเทศการวิจัย (ศสจ.)

“การพัฒนาการคิดเชิงบูรณาการ”
                      โดยมีแนวทางการบรรยายในรูปแบบกรณีศึกษาองค์ความรู้แนวคิด ภูมิปัญญา การใช้ความรู้ความสามารถในการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต โดยการบรรยายเริ่มจากการกล่าวถึงองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานการสร้างแนวการคิด ดังนี้
                       ๑.  สร้างความจำ (สัญญา) การเล่าเรื่องด้วยภาพ มองให้เห็นประเด็นสำคัญ
                       ๒.  สร้างความรู้ (วิทยา) ชวนให้คิดวิเคราะห์ อ่านเบื้องหลังความคิด
                       ๓.  สร้างความรู้แจ้ง (ปัญญา) ความรู้อยู่บนพื้นฐานการดำเนินชีวิต มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในการใช้งานจริง
                       ๔.  สร้างความรู้แห่งตน (ภูมิปัญญา) สรุปความคิดรวบยอด บันทึกเป็นกลไก     แห่งความสำเร็จเพื่อเป็นองค์ความรู้ภูมิปัญญา

                       ยกตัวอย่าง การผลิตข้าวหลาม มีขั้นตอนที่ต้องใช้ความคิด วิชาความรู้ องค์ความรู้           การคำนวณ และการวิเคราะห์ให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยองค์ความรู้ดังกล่าว มีการนำความรู้ของวิชาฟิสิกส์เคมี วิชาคณิตศาสตร์  วิชาการตลาด วิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นต้น เห็นได้ชัดว่าการผลิตข้าวหลามนั้น ต้องมีการนำความรู้มาเสริมสร้างผลิตภัณฑ์ การนำวิชาต่างๆ มารวมกัน เรียกว่า “การบูรณาการความคิด”

                     จากการวิเคราะห์ข้อมูลของความรู้ในการผลิตข้าวหลาม  บุคคลที่จะผลิตได้นั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ของการผลิตข้าวหลาม อย่างต่ำ คือ ระดับปริญญาเอก รู้ลึก รู้ซึ้ง กรรมวิธีใน การผลิต  ข้าวหลามอย่างถี่ถ้วน แต่หากมองสภาพความเป็นจริงจากการสำรวจผู้ผลิตข้าวหลามนั้น ตอบได้ว่าผู้ผลิตข้าวหลามจบเพียงวิชาการทำข้าวหลามตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้าหากพิจารณาวิเคราะห์ให้ผู้เรียนจบการศึกษาสูงๆ มาดำเนินการผลิตข้าวหลามกลับทำไม่ได้ เป็นสิ่งที่น่าคิดวิเคราะห์พิจารณา
ในชีวิตจริงของคนเรา การเรียนรู้ องค์ความรู้ ที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อบูรณาการความรู้ทั้งหมดมาใช้ในการดำเนินชีวิต แต่มนุษย์กลับไม่ได้นำความรู้มาบูรณาการใช้อย่างที่เป็นจริง ประโยคสุนทรภู่ที่ได้กล่าวไว้ว่า “เรียนอะไรให้กระจ่างอย่างเดียว แต่เชี่ยวชาญเถอะจะเกิดผล” เป็นประโยคที่ให้แง่ความคิดบูรณาการเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๒ แต่ในการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ปัจจุบันบุคคลควรจะต้องรู้ทุกเรื่องในบางเรื่อง และต้องรู้บางเรื่องในทุกเรื่อง สรุป คือ หากวิชาข้าวหลามเป็นศาสตร์เอก การเรียนรู้ในเรื่องของข้าวหลามผู้ที่เรียนรู้ด้านนี้ควรจะต้องมีความรู้อย่างละเอียดและเข้าใจในศาสตร์อย่างถ่องแท้

                     การ Rotate เป็นศาสตร์อีกอย่างที่มีความสำคัญในการพัฒนาขององค์กร การ Rotate เป็น Positive เป็นการหมุนเวียนศาสตร์แห่งความรู้ในตัวบุคคลเพื่อค้นหา เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และเพิ่มทักษะความสามารถในตัวบุคคลที่ครอบคลุม เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ ความเข้าใจภายในองค์กร เป็นการเพิ่มทักษะความสามารถในตัวบุคคล เสริมสร้างความคิดบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าการรับรู้ข้อมูลสารสนเทศของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าศาสตร์ของการเรียนรู้ที่จะนำมาคิดบูรณาการเกิดความแตกต่างกัน เช่น การรับข้อมูล ประสบการณ์ ความเชื่อ และการเรียนรู้ ฯลฯ  วิธีคิดที่แตกต่างกัน เกิดขึ้นจากการฝึกฝน และทักษะการบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้ สำหรับบุคคลใดที่มิได้เรียนรู้ หรือไม่มีทักษะในความคิด ไม่มีความสามารถ หรือไม่สามารถที่จะรู้จริงได้ในศาสตร์นั้นๆ มีทฤษฎีหนึ่งที่มีหลักการความเป็นจริงที่สามารถทำให้บุคคลคนหนึ่งเป็นผู้รู้จริง เป็นอัจฉริยะในศาสตร์นั้นได้โดยไม่รู้ตัวนั้น ก็คือ “ทฤษฎีหมื่นชั่วโมง” มนุษย์มิได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษ แต่เรียนรู้ได้จากการฝึกฝนในศาสตร์นั้นอย่างจริงจัง และเข้าใจ

                     ยกตัวอย่าง เช่น นักกีฬาหญิงแบดมินตันของชาวไทย นางสาวรัชนก อินทนนท์ หรือน้องเมย์ ได้ใช้ความสามารถของตนเองเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะ ในด้านกีฬาแบดมินตัน เป็นเวลา ๘ ปี ฝึกฝนวันละ ๘ ชม. ผลรวมระยะเวลาของการฝึกฝนทักษะ คือ ๒๓,๓๖๐ ชม. ปัจจุบันนางสาวรัชนก อินทนนท์ ได้เป็นแชมป์โลกนักกีฬาหญิงแบดมินตันของชาวไทย

                     ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่า “ทฤษฎีหมื่นชั่วโมง” เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนได้ทุกๆ คน ตัวอย่าง  กรณีการทดสอบความจำเกี่ยวกับการคูณตัวเลข การเรียกชื่อปฏิทินเดือนภาษาอังกฤษ วันภาษาอังกฤษ และอื่นๆ ที่ได้เรียนรู้มาเมื่อครั้งประถมจนถึงอุดมศึกษา เป็นทักษะแห่งการเรียนรู้ จดจำฝังใจจนถึงจิตใต้สำนึก นี้ก็คือศาสตร์แห่งการเรียนรู้ และฝึกฝนทักษะในตัวบุคคล

                     การเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะ ที่กระทำซ้ำๆ อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของตัวบุคคล สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ ฝึกฝนไม่จำกัดว่าจะอยู่ในเพศ อายุ หรือวัยใดๆ การเรียนรู้เพิ่มพูนความสามารถ ให้มีทักษะความคิด ความเข้าใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่การจะผลักดันจิตใต้สำนึกให้ได้เรียนรู้เพิ่มทักษะนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลในการสร้าง การเพิ่มแรงจูงใจ การวิเคราะห์พิจารณา และการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์  ทั้งในด้านการดำเนินชีวิต การทำงาน รวมทั้งแบ่งปันความรู้วิชาไปใช้ในหลักของการคิดเชิงบูรณาการ

                     องค์กรแห่งการเรียนรู้ในปัจจุบันมีรูปแบบมากมาย มีหลักการวิเคราะห์ และตอบสนองในการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่องค์กรในศตวรรษที่ ๒๑ ที่เกิดจากความคิดเชิงบูรณาการ แบ่งออกได้  ดังนี้
                     ๑. Agile Organization เป็นองค์กรเล็กแต่มีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับบุคลากร เพิ่มความคล่องตัวในระบบการทำงาน 
                     ๒.Learning Organization เป็นองค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ เรียนรู้ฝึกฝนทักษะ      เพื่อความชำนาญเชี่ยวชาญ 
                     ๓.Innovative Organization เป็นองค์กรความคิดสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่มใหม่ๆ
                     ๔.High Performance Organization เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูง มีลำดับขั้นตอนการดำเนินการ มีแบบแผน การวางแผนในการทำงานที่มีความรับผิดชอบสูง

                      แนวคิดเชิงบูรณาการที่มีผลภาพลักษณ์ขององค์กรในประเทศ ดังนี้
                      ๑. แนวคิดการสร้างบุคลากรคุณภาพให้พร้อมต่อการพัฒนาประเทศ ความรู้ในการพัฒนาระบบการคิด ความสามารถในการคาดการณ์ การวิเคราะห์ และการพิจารณาถึงการนำความคิดมาสร้างสรรค์เชิงบูรณาการ โดยระบุหลักๆ ได้ ๓ ประเด็น คือ
                             ๑.๑.Head คือ การคิดวิเคราะห์ พิจารณา หลักการและเหตุผล พัฒนาระบบวิธีคิด
                             ๑.๒.Hands คือ ทักษะเชี่ยวชาญชำนาญการในศาสตร์แห่งตน การทำเป็น เมื่อคิดได้ก็ดำเนินการจัดทำให้เกิดผล 
                             ๑.๓.Heart คือ เน้นคุณธรรม มุ่งมั่น อดทน เสียสละ และความซื่อสัตย์สุจริต

                      การพัฒนาความคิดเชิงบูรณาการนำไปสู่การพัฒนาองค์กร ประเทศชาติ เปรียบเสมือนการพัฒนารถไฟ  ที่มีมุมมองแบบองค์รวม (Holistic View) การพัฒนาความสามารถในการเชื่อมโยงแนวคิดที่แยกส่วนให้เห็นความสัมพันธ์ สู่เป้าหมายเดียวกัน โดยอาศัยความรู้แบบสหวิทยาการ รถไฟฟ้า Shikansen เป็นที่รู้จักกันดี ที่มีลักษณะใช้ความเร็วสูง  โดยใช้ความเร็ว ๓๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๓ ใน ๔ ตู้มีเครื่องจักรในการขับเคลื่อน เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบรางคู่ มีประสิทธิภาพคล่องตัวส่วนรถไฟหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า เป็นที่คุ้นเคยของชีวิตคนไทย โดยมีหัวรถจักรในการขับเคลื่อน ลากตู้รถไฟเป็นทอดๆ ความเร็วอยู่ประมาณ ๘๐-๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระบบรางเดี่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาองค์กร ดูได้จากโครงสร้างพื้นฐาน มีลักษณะเหมือนกันแต่การบริหารจัดการที่แตกต่างกัน และนี่ก็คือความคิดเชิงบูรณาการ หากองค์กรมีการดำเนินการบริหารจัดการในรูปแบบของรถไฟฟ้า Shikansen องค์กรนั้นก็มีลักษณะที่มีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนได้คล่องตัว รวดเร็ว แต่ถ้าหากการบริหารจัดการอยู่ในรูปแบบของรถไฟฟ้าหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า สภาพจะอยู่ในระบบที่ต้องรอหัวรถจักรในการช่วยขับเคลื่อน ความคล่องตัวต่ำ เพราะต้องต่อตู้รถไฟเป็นทอดๆ เมื่อต่อยาวขึ้นหัวรถจักรก็ทำงานหนักขึ้น  เผาพลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้หัวรถจักรเสื่อมสภาพได้เร็วกว่ากำหนด องค์กรก็เช่นกันหากการดำเนินงานขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงอย่างเดียว ประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนองค์กรก็จะต่ำลง การส่งเสริมประสิทธิภาพการคิดเชิงบูรณาการวิเคราะห์มาประยุกต์ใช้ภายในองค์กรจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรในด้านทักษะการใช้ความคิดเชิงบูรณาการ เพื่อความชำนาญที่พร้อม และสามารถที่จะพัฒนาองค์กรสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

                       ๒. แนวคิดความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนโดยการพัฒนาแนวคิดเชิงบูรณาการ
ประเทศอาเซียนมีความแตกต่างทาง ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ศาสนา ภาษา การเมือง การปกครอง และการศึกษา การเรียนรู้พัฒนาทักษะความคิดไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยการเรียนรู้ของบุคคลเสมอไป  การส่งเสริม กำหนดเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  จึงเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่ง จากการจัดดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่คำนวณจากอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ และสัดส่วนของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา จาก ๑๘๗ ประเทศ เปรียบเทียบเฉพาะอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ แบ่งออกได้ ๔ กลุ่ม ดังนี้ 
                        ๒.๑ กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับสูงมาก คือ สิงคโปร์, บรูไน
                        ๒.๒ กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับสูง คือ มาเลเซีย
                        ๒.๓ กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับปานกลาง คือ ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา
                         ๒.๔ กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับต่ำ คือ พม่า

                      ดังนั้น  การพัฒนามนุษย์ในเรื่องของการศึกษาให้ความรู้ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันตามนโยบายของแต่ละประเทศ นโยบายการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาองค์ความรู้ ความคิดเชิงบูรณาการ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของบุคคลในชาติที่จะต้องมีการเรียนรู้ ทักษะ ความสามารถ และความชำนาญเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการเรียนรู้
                      
                      ยกตัวอย่าง นโยบายการศึกษาในอาเซียน ๒ ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ใช้นโยบาย “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” (Teach Less, Learn More) เป็นกรอบวิสัยทัศน์การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมประเทศเข้าสู่ ศตวรรษที่ ๒๑ ใช้แนวคิด เรื่อง ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เติมกรอบแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงสิงคโปร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สอนแบบปฏิสัมพันธ์ การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง เรียนรู้จากปัญหา และเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษา ผ่านการทำงานเป็นทีม หรือที่เรียกว่า “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” มาเลเซีย (Malaysia) แนวคิดการสร้าง “ความเป็นมาเลเซีย” ไม่ใช่ “ความเป็นมลายู” ผสมกับ “นโยบายมุมมองตะวันออก” เน้นความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์ มีวินัย ทำงานเป็นทีม พัฒนารูปแบบการเรียนที่มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการ ยกระดับการศึกษาเพื่อพร้อมในการแข่งขันในศตวรรษที่ ๒๑

                      สำหรับนโยบายการศึกษาของไทย สาระแนวคิดและกระบวนทัศน์ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย ดังนี้
                       -เพื่อสร้างเด็กไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อยู่ในสังคมไทยเป็น คนเก่ง คนดี และมีความสุข
                       -เสริมสร้างให้มีการใฝ่รู้และเรียนรู้วิธีการแสวงหาความรู้ เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และการพัฒนา คิดได้ ทำเป็น
                       -สามารถปรับตัวได้ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

                      การวัดสถิติการพัฒนาความรู้การศึกษา ได้มีองค์กรเสรีภาพทางด้านวิชาการจัดลำดับสถิติการเรียนรู้การศึกษาด้านภาษาอังกฤษ โดยนำเสนอผ่านสื่อดิจิทัล ตั้งคำถามที่ว่า “Where is Thailand in English Proficiency?” ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ที่ไหน โดยเปรียบเทียบกับแถบประเทศเอเชียสรุปเห็นได้ชัด  แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม Proficiency ดังนี้
                      ๑.High Proficiency  มาเลเซีย
                      ๒.Moderate Proficiency เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น
                      ๓.Low Proficiency อินโดนีเซีย, อินเดีย
                      ๔.Very Low Proficiency ไทย, เวียดนาม, ลาว, ฟิลิปปินส์

                      เห็นได้ชัดว่า  การเรียนรู้ความชำนาญเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ประเทศไทยอยู่ในลำดับความเชี่ยวชาญที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่จากการศึกษาวัดระดับการเรียนการสอน เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ ๑ ของโลก เฉลี่ยระดับอายุ ๑๑ ปี ใช้เวลาในการเรียนศึกษาอยู่ที่ ๑,๒๐๐ ชั่วโมงต่อปี อันดับ ๒ อินโดนีเซีย ๑,๑๗๖ ชั่วโมงต่อปี อันดับ ๓ ฟิลิปปินส์ ๑,๐๖๗ ชั่วโมงต่อปี ฯลฯ

                      ทั้งนี้เป็นการเรียนในห้องเรียน ไม่นับเป็นการเรียนในชั้นเรียน การเรียนพิเศษ เรียนกวดวิชาตอนเย็น และเรียนในวันหยุด เด็กไทยเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ คุณภาพการศึกษาไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมง  การเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ วิธีเรียนรู้ใหม่ๆ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อเสริมทักษะความคิด วิเคราะห์ให้เป็นไปในรูปแบบของการคิดเชิงบูรณาการ 

                      สิ่งที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๑ 
                      ในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นความรู้ วิทยาการเทคโนโลยี วงการแพทย์ การคมนาคมสื่อสาร การวิจัยต่างๆ อาชีพการทำงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถอยู่เสมอ ทำให้การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นเรื่องปกติ สังคมมีการเรียนรู้มากขึ้น กลุ่มคนที่จะเห็นได้ชัดและมีประโยชน์หลากหลายมิติ (Versatilists) จะเป็นที่ต้องการมากกว่ากลุ่มคนทั่วไป (Generalists) และกลุ่มคนที่มีทักษะเฉพาะทาง (Specialists) ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่อยู่ภายในองค์กร ทุกๆ องค์กรย่อมมีบุคลากรที่มีความแตกต่างกันไป หากจำแนกตามความคิดเชิงบูรณาการจะแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้
                       ๑.Baby Boomer 
กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๙-๒๕๐๗ เป็นกลุ่มคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพ
กฎเกณฑ์ กติกา มีความอดทน ให้ความสำคัญกับผลงานแม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ มีความทุ่มเทกับการทำงาน และเป็นกลุ่มคนที่ไม่เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากมีความจงรักภักดีกับองค์กรอย่างมาก
                       ๒.Generation X
กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๒๒ เป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะพฤติกรรม ชอบอะไรง่ายๆ 
ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-Life Balance)     มีแนวคิดการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่ต้องพึ่งพาใคร เปิดกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็นเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง 
                       ๓.Generation Y
กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๔๓ เป็นกลุ่มคนที่มีวิวัฒนาการเจริญเติบโต
มาพร้อมเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มีลักษณะนิสัยชอบแสดงออก มีความเป็นตัวตนสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบระเบียบ และไม่ชอบเงื่อนไข มีความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเอง และต่อหน่วยงานอย่างไร  มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร และยังมีความสามารถพิเศษที่จะทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียว

                       ความแตกต่างระหว่างบุคคลใน ๓ Generation มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างและการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพ หากมีการวางแผน วิเคราะห์สังเคราะห์ในรูปแบบของการคิดเชิงบูรณาการ เข้าใจ และเข้าถึงศักยภาพของบุคคลดังกล่าว มีการฝึกอบรม เพิ่มทักษะแห่งการเรียนรู้ สอนให้คิดอย่างเป็นระบบคิดเชิงบูรณาการ ย่อมมีส่วนสำคัญที่จะทำให้องค์กรมีศักยภาพและพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ เชิงการคิดแบบบูรณาการ จะถ่ายทอดไปสู่ความสำเร็จขององค์กรได้นั้น หากไม่มีการจัดลำดับความเข้าใจ เรียนรู้ และฝึกฝนทักษะ องค์กรย่อมตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมาทั้งในด้านการบริหารจัดการ การดำเนินงาน และการสร้างเครือข่ายในสังคมปัจจุบัน ผู้นำขององค์กรมีส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ บุคลากรในแต่ละระดับย่อมมีส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน และสิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก เรียนรู้อยู่เสมอ คือ “การพัฒนาการคิดเชิงบูรณาการ”
--------------------------------------------------------
จัดทำโดย นายพิชยา เปาะและ และนายกิตติพงษ์ เจียรจิตร์

ศูนย์สารสนเทศการวิจัย (ศสจ.)
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น